ทบทวน JTEPA รอบใหม่ ลุ้นไทย-ญี่ปุ่น เปิดตลาดเพิ่ม

11 มีนาคม 2569
ทบทวน JTEPA รอบใหม่ ลุ้นไทย-ญี่ปุ่น เปิดตลาดเพิ่ม

ไทยและญี่ปุ่นเตรียมทบทวนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (JTEPA) รอบใหม่ในปี 2570 หลังบังคับใช้มาอย่างยาวนาน

การทบทวนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเจรจาเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันเพิ่มเติมให้ทันสมัย สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจปัจจุบัน

นอกจากการค้าสินค้า จะมุ่งเน้นการพัฒนาความร่วมมือในเศรษฐกิจสาขาใหม่ๆ เช่น เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มีผลบังคับมาอย่างยาวนานตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ถือเป็น FTA ที่ครอบคลุม ทั้งการค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการทางศุลกากร การค้า บริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ นโยบายการแข่งขันทางการค้า รวมไปถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่าง ๆ

โดยในปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้ากับไทยลำดับที่ 3 รองจากจีน และสหรัฐอเมริกา และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทย รองจากสหรัฐอเมริกา และจีน อีกทั้งยังเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 ของไทย รองจากจีน อีกด้วย

ล่าสุด นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความตกลง ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มีการกำหนดให้ทบทวนความตกลงทั้งฉบับเมื่อความตกลงฯ มีผลใช้บังคับครบรอบทุก ๆ 10 ปี แต่การทบทวนความตกลง JTEPA เมื่อปี 2560 ยังไม่ได้หารือไปถึงในประเด็นการเปิดตลาดเพิ่มเติม เนื่องจากในขณะนั้นไทยและญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) จึงรอดูพัฒนาการของการเจรจาก่อน ซึ่งในปี 2570 ความตกลง JTEPA จะครบกำหนดในการทบทวนทั่วไปครั้งที่ 2 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะใช้ระยะเวลาในการทบทวนความตกลงฯ ประมาณ 2 ปี

ทั้งนี้คาดว่าจะยกระดับการเปิดตลาดสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น การปรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อสอดรับกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสาขาใหม่ที่ไทยกับญี่ปุ่นสามารถมีร่วมกันได้ อาทิ Smart Agriculture และ Green Economy

การใช้สิทธิส่งออกไทย-ญี่ปุ่น

สำหรับการใช้สิทธิส่งออกระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เมื่อปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) พบว่า มีมูลค่าการขอใช้สิทธิ JTEPA สูงถึง 6,341.87 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 6,335.07 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนการขอใช้สิทธิฯ 83.73% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิฯ

สำหรับสินค้า 10 อันดับแรกที่มีมูลค่าการขอใช้สิทธิการส่งออกภายใต้ JTEPA ได้แก่ 1.ไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสที่ปรุงแต่งหรือที่ทาไว้ไม่ให้เสีย 2.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของสัตว์ปีกเลี้ยง แช่เย็นจนแข็ง 3.เดกซ์ทริน และโมดิไฟด์สตาร์ชอื่น ๆ 4.ลวดและเคเบิลทาด้วยทองแดง  5.พลาสติก โพลิอะซีทัล โพลิอีเทอร์อื่น ๆ 6.ของปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ ปลา 7.ผลิตภัณฑ์พลาสติก ทาด้วยโพลิเมอร์ของเอทิลีน 8.เครื่องเพชรพลอย และรูปพรรณทาด้วยโลหะ 9.พลาสติกโพลิเอทิลีน 10.หลอดหรือท่อทาด้วยทองแดงบริสุทธิ์

ทั้งนี้ สินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก อาทิ นํ้าตาลทรายดิบ อาหารปรุงแต่ง สตาร์ชมันสำปะหลัง สับปะรดกระป๋อง มะเขือเทศกระป๋อง ไส้กรอก ปลากระป๋อง เนื้อสัตว์ปรุงแต่ง ปลาปรุงแต่ง ปลาทูน่า ไม้อัดพลายวูด และไก่ปรุงสุก

การใช้สิทธินำเข้าไทยจากญี่ปุ่น

ทั้งนี้ข้อมูลปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่าการใช้สิทธิ JTEPA 7,070.54 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 6,911.17 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 55.60% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิฯ

สำหรับสินค้า 10 อันดับแรกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิการนำเข้าภายใต้ JTEPA ได้แก่ 1.เหล็กและเหล็กกล้า ชนิดเชื่อม 2.เหล็กแผ่นรีดหนาน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร 3.พวงมาลัยรถ 4.อุปกรณ์และเครื่องอุปกรณ์ 5.แผ่นรีดทำด้วยเหล็กไม่เจือหนาตั้งแต่ 3 มิลลิเมตรขึ้นไป  6.แผ่นรีดทำด้วยเหล็กไม่เจือหนาน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร 7.ตัวก่อปฏิกิริยา ตัวเร่งปฏิกิริยา 8.เครื่องระบายหรือเครื่องหมุนเวียน 9.แผ่นรีดทำด้วยเหล็กไม่เจือกว้างตั้งแต่ 600 มิลลิเมตรขึ้นไป 10.แผ่นรีดทำด้วยเหล็กไม่เจืออื่นๆ

ญี่ปุ่นลงทุนสะสมอันดับ 1

นางสาวโชติมา กล่าวว่า การลงทุนของญี่ปุ่นในไทย ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนสะสมอันดับ 1 ของไทยมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานมีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยกว่า 5,856 บริษัท จากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 4 รองจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน

โดยขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 311 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 119,098 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนเป็นอันดับ 5 รองจากสิงคโปร์ ฮ่องกง จีนและอังกฤษ โดยคิดเป็นโครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน จำนวน 248 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 67,158 ล้านบาท

มูลค่าการค่ารวม 1.7 ล้านล้าน

ขณะที่มูลค่าการค้ารวมปี 2568 ของไทยกับญี่ปุ่นมีมูลค่ารวม 53,010.66 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 2.30% โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,549.98 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้าของไทยจากญี่ปุ่นมูลค่า 29,654.41 ล้านดอลลาร์ ไทยขาดดุลการค้า 6,104.42 ล้านดอลลาร์ 

ส่วนในปี 2569 (ม.ค.) ไทยกับญี่ปุ่นมีมูลค่าการค้ารวม 4,492.64 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 6.32% โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปญี่ปุ่นมูลค่า 2,024.80 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้าของไทยจากญี่ปุ่นมูลค่า 2,467.84 ล้านดอลลาร์ ไทยขาดดุลการค้า 443.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านสินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปญี่ปุ่น ปี 2568 ได้แก่ 1.รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 7.84% 2.ไก่แปรรูป 6.08% 3. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล 4.60% 4.เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ 4.23% 5.เคมีภัณฑ์ 3.47%

สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากญี่ปุ่น ปี 2568 ได้แก่ 1.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 14.77% 2.เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 13.64% 3.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 10.97% 4.ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 7.94% 5.แผงวงจรไฟฟ้า 7.22%

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการทบทวนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์การค้าในอนาคต ซึ่งทั้งสองประเทศมีสินค้าศักยภาพที่มีความเกื้อกูลกันในห่วงโซ่อุปทานมาอย่างยาวนาน

 นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยกับญี่ปุ่นมีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ซึ่งเป็น FTA ที่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยมีการขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปญี่ปุ่นถึง 80% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ฯ ภายใต้ JTEPA ซึ่งในปีนี้ ความตกลง JTEPA จะมีอายุครบ 19 ปีแล้ว จึงได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งทบทวนความตกลงฯ ให้ทันสมัย สอดรับกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคตรวมทั้งใช้โอกาสดังกล่าวเจรจาเพื่อขอเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างสนับสนุนให้มีการจัดทำความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการไต่สวน และฝ่ายไทยยินดีจัดฝึกอบรมให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นในการยื่นขอใช้มาตรการฯ เพื่อคุ้มครองนักลงทุนในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้า ซึ่งมีลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และพร้อมรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนเพื่อให้การบังคับใช้มาตรการฯ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.